Branding กรุงเทพมหานคร

posted on 14 Dec 2009 14:07 by davidzbaztard

กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย

ผมมาแบ่งปันลมหายใจและมลพิษ ร่วมกับชาวกรุงเทพตั้งแต่ปี 2544

นับเป็นเวลา 8 ปีที่ได้มาฝากชีวิตไว้ ณ เมืองที่ผมคิดว่า ไม่น่าอยู่เลยซักนิด (แล้วมาอยู่ทำไมละ) 

จนกระทั่ง 1 เดือนที่ผ่านมา ที่ผมได้ "สัมผัส" กับเมืองนี้อย่างที่ 7 ปีที่ผ่านมาไม่เคยได้ทำมาก่อน เนื่องจากการทำ Brand Bangkok ให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ เป็น Project สุดท้ายของชีวิต นักศึกษาปริญญาโทของผม

ผมพบว่า กทม นัันเป็นเมืองที่ผู้คนจากทั่วโลกหลงใหล และนอกจากจะอยากมาเที่ยวแล้ว ยังอยากมาอาศัยอยู่ด้วย

ผมอยากแบ่งปันเรื่องราวดีๆของกทม ให้ผู้อ่านที่รักได้รับทราบ

เผื่อท่านจะรู้สึกประทับใจในเมืองที่ท่านอยู่มากขึ้น และส่งผลให้ท่านอยากจะดูแลเืองนี้ให้น่าอยู่มากขึ้น 

อาจไม่ได้จบใน Entry เดียวนะครับ เยอะแยะ มากมาย หลายมุมเลยทีเดียว ที่อยากพูดถึง

เริ่มเลยนะครับ

...

1.

กรุงเทพถูกสถาปนาเป็นเมืองหลวงของ สยามประเทศ ในสัมย กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 21 เมษายน พศ 2325

กรุงเทพ ถูกขนานนามว่าเป็น City of Angels

กรุงเทพมีพื้นที่ทั้งสิ้น 1,568,737 ตารางกิโลเมตร

มีประชากรประมาณ 10 ล้านคน เป็นชาวไทย 80% ชาวจีน 10% และอื่นๆรวมกัน 10% 

2.

ในการสร้าง Brand กทม ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากลนั้น เราไม่สามารถใช้มุมมองต่อเมืองนี้จาก ผู้อยู่อาศัย (Resident) ได้เพียงอย่างเดียว เนื่องจาก กทม นั้นรับใช้ผู้คนถึง 3 ประเภทหลักๆด้วยกันนั้นคือ

1) นักท่องเที่ยว: ชาวไทยและชาวต่างชาติ

2) นักลงทุน: ชาวไทยและชาวต่างชาติ

3) ผู้อยู่อาศัย: ชาวไทยและชาวต่างชาติ

ดังนั้น เพื่อให้เข้าถึงทุกฝ่าย เราจึงต้องหามุมมองของบุคคลทั้งสามประเภท ที่มีต่อ กทม เราจึงสามารถสร้าง Brand กทม  ที่สามารถตอบโจทย์ในทุกความต้องการได้

3.

จากการสัมภาษณ์ผู้อยู่อาศัยชาว American นักท่องเที่ยวชาว American และผู้ที่มาทำงานชาวฝรั่งเศส เราพบว่า กทม นั้นมีจุดเด่นในเรื่องของ "คนกรุงเทพ"

ลักษณะเด่นของ กทม นั้นคือ ความสนุก ความมีน้ำใจ ความอบอุ่น ความปลอดภัย ความตื่นเต้น ความเปิดกว้างต่อความหลากหลายทางสังคม ความยืดหยุ่น โดยทั้งหมดมีจุดกำเนิดมาจาก "คน" ที่อาศัยอยู่ใน กทม นั่นคือ "คนไทย"

เนื่องจากคนไทยนั้นมีลักษณะนิสัย รักความสนุก ไม่เครียด ไม่ก้าวร้าว (non-agressive) มีน้ำใจ ต่อทั้งชาวต่างชาติและคนไทยด้วยกัน

ลักษณะด้อยของ กทม คือ การเดินทาง เนื่องจาก การจราจรติดขัดมาก ความไม่ซื่อสัตย์ต่อชาวต่างชาติ โดยมักได้รับการเอารัดเอาเปรียบจากการบริการของคน กทม (เช่น Taxi) ความไม่มั่นคงทางการเมือง (เกียวข้องในระดับประเทศมากกว่า) ซึ่งสร้างความกังวลต่อนักลงทุน 

4.

ในระดับนานาชาติ (Asia) เราได้เลือกเมืองคู่แข่งทั้งหมด 5 เมือง/ประเทศ

1) Singapore - "Uniquely Singapore" (ตรงไหน?)

2) Hong Kong - "World's Asia City"

3) Tokyo - "Tokyo's Big Change"

4) Seoul - "Soul of Asia"

5) Ho Chi Minh - "Destination of Safety and Friendliness" 

ในตอนแรกนั้น เรามองว่า Singapore น่าจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของ กทม แต่จากการสัมภาษณ์ เราพบว่า ในมุมมองของชาวต่างชาติ Singapore นั้นยังห่างไกลจาก กทม ในมุมของความหลากหลายที่ เมืองนั้น สามารถมอบให้แก่ผู้ที่มาเบือน หรือผู้อยู่อาศัย  

ดังนั้น ใน 5 เมืองนี้ เรามองว่า Tokyo - Seoul  เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด เนื่องจากความพร้อมของเมืองและความสามารถในการ Branding

ในขณที่ Singapore เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวน้อยที่สุด เนื่องจาก limited resources

ส่วน Ho Chi Minh นั้นเป็น Potential competitor ของ กทม

5.

หลังจากที่เรา วางตัว Position ระหว่าง กทม และ เมืองคู่แข่งแล้ว เราพบว่า จุดเด่นของ กทม นั้น ก็ยังโดดเด่นกว่าเมืองคู่แข่ง แล้วเรายังได้พบกับ จุดเด่นอีกข้อของ กทม นั่นคือ

"ความอิสระ"

...

วันนี้ขอจบแค่นี้ก่อนนะครับ เด๋วจะมาเขียนต่อถึง กทม ใน Entry หน้าครับ 

 

 

 

 

 

อธิษฐานเผื่อ

posted on 17 Nov 2009 13:45 by davidzbaztard

ข้าแต่พระบิดา ผู้ทรงสถิตย์ในฟ้าสวรรค์

ขอทรงโปรดช่วยเหลือ ผู้ที่ยังไม่เข้าใจว่า ความรักนั้นยิ่งใหญ่ เป็นบ่อเกิดแห่งพลังสร้างสรรค์มากมายบนโลกใบนี้ ตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน

ขอทรงสัมผัสหัวใจที่หยาบกร้าน ให้อ่อนนุ่มลง

ขอทรงเปิดตาแก่คนเหล่านั้น ให้ได้เห็นว่า ความรักนั้นอยู่รอบตัวของพวกเขา

ให้ตระหนักว่า คนเหล่านั้นโชคดีเพียงใด ที่ได้เกิดมาเป็นผู้ที่สามารถรับและถ่ายทอดความรักแก่ผู้อื่นได้ 

ให้รับรู้ถึง ตัวอย่างของความรักที่ยิ่งใหญ่ ว่ายังมีคนอีกหลายคนบนโลกใบนี้ที่มีความรักมากมายให้แก่ผู้อื่น แม้ต้องสละกระทั่งชีวิตของตนเองก็ตาม

ขอทรงปลอบประโลม และปัดเป่าความทุกข์ใจ ซึ่งเกิดจากความไม่เข้าใจในความรักที่แท้จริง

ของทรงมอบพลังและความเข้มแข็ง ให้เขาเหล่านั้น ได้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิต ดังเช่นที่พระองค์เคยมอบพลังแก่ข้าพระองค์

ขอทรงโปรดรับฟังคำวิงวอนของข้าพระองค์

ในพระนาม พระเยซูคริสต์เจ้า

อาเมน 

 

 

 

ปกปิิดเพื่อเปิดเผย

posted on 14 Nov 2009 10:48 by davidzbaztard

หายตัวไปจาก Exteen นานมากครับ เนื่่องจากภารกิจรัดตัว และไม่มีทรัพยากรอะไรจะมากลั่นกรองเป็นเรื่องราวได้

....

เคยแต่งตัวมั้ยครับ

มาถึงก็ถามโง่ๆกันเลยทีเดียว

เมื่อวานระหว่างที่ ผมนั่งทานอาหารเย็น ในห้างสุดหรูใจกลาง กทม ที่ไม่มีวันได้เงินจากผมแน่นอน (เนื่องจากผมไม่มีปัญญาซื้อสินค้าในห้างนั้น) ยกเว้นค่าจอดรถ

ผมสังเกตุเห็นการแต่งตัวของผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งตรงหน้าผม

เธอสวมเสื้อเกาะอกสีดำ พร้อมทั้งสวมเสื้อคลุมซีทรูสีดำ

แค่นั้นเอง ผมก็เริ่มเกิดคำถาม

การแต่งตัวคืออะไร ?

ถ้ามอง Function ของเสื้อผ้า เสื้อผ้านั้นใช้สำหรับสวมใส่เพื่อปกปิดร่างกาย

ถ้ามอง Emotional Benefit ของเสื้อผ้า คือการบ่งบอก หรือเปิดเผย "ความเป็นตัวตน" ของผู้สวมใส่  

ในขณะที่การแต่งตัวคือการ เลือกใช้เสื้อผ้าและเครื่องประดับต่างๆในการปกปิดและเปิดเผยส่วนต่างๆของร่างกาย

ผมจึงหยิบยกเรื่องนี้ ไปพูดคุยกะผู้สาวท่านหนึ่งที่ทำงานทางด้าน Fashion

ผู้สาวท่านนั้นกล่าวว่า การแต่งกาย คือการเลือกปดปิดส่วนด้อยและเลือกเปิดเผยส่วนที่เป็นจุดเด่นของร่างกาย 

ประเด็นคือ

ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว การแต่งกายก็คือการเลือกปกปิดส่วนด้อย และโอ้อวดจุดเด่นในร่างกายของเรา ?

ปกปิด(จุดด้อย)เพื่อเปิดเผย(จุดเด่น) และเปิดเผย(จุดเด่น)เพื่อปกปิด(จุดด้อย) 

.....

ผมคิดว่าในโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่ต่างกันกับการแต่งตัวนะครับ

เราทุกคนล้วนมีข้อดี ข้อเสีย ปะปนกันไปในคนหนึ่งคน 

ถ้าเราต่างก็ต้องการที่จะเลือกแสดง ข้อดี ของเรา เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ พร้อมทั้งซ่อนข้อเสียของเราไม่ให้คนอื่นรับรู้

อันนั้นมันก็ปรกติครับ 

แต่สิ่งที่อันตรายของเรื่องนี้คือว่า การที่เราพยายามมากเกินไปที่จะปกปิดส่วนด้อย ปมด้อย ด้านมืดของตน ด้วยการไปหาสิ่งจอมปลอมมาประดับตน เพื่อไม่ให้คนอื่นมาสนใจข้อด้อยของเราเอง

ยกตัวอย่างเช่น ไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าฐานะทางบ้านไม่ดี ก็ต้องพยายามหาของ Brand Name มาใช้ แล้วก็ต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง 

ที่น่ากลัวที่สุด คือการสูญเสียความเป็นตัวตน จากการที่พยายามแสดงความเป็นตัวตนมากเกินไป

....

สำหรับผมแล้ว ผมยอมรับกับตัวเองว่า ผมมีข้อดีและข้อเสียในตัวเอง

สิ่งที่ผมทำได้คือ พยายามไม่ให้ข้อเสียของผมสร้างความเดือดร้อนแก่ตัวเองและคนรอบข้าง

และผมก็อยากให้ทุกคนเห็นตัวตนของผม ว่าผมเป็นแบบนี้แหละ นี่เป็นตัวตนของผม ยังไงก็ยังงั้น

อาจจะเปลี่ยนไปบ้างตามกาลเวลา เพราะเราต่างก็ต้องเติบโตขึ้น

แต่เนื้อแท้ของแต่ละคนนั้น ยากนักจะเปลี่ยนแปลงได้ คงใช้เวลานานเลยทีเดียว เพราะตัวตนของเราถูกหล่อหลอมขึ้นมา ผ่านทางเวลาและประสบการณ์ในชีวิต

ผมก้ยัง บ้าๆบอๆ พูดไม่รู้เรื่อง เฮฮาไปวันๆ อยากทำอะไรก็ทำ สังสรรค์บ้างบางครั้ง เอะอะมะเทิ่ง โหวกเหวกโวยวาย ฯลฯ

ผมมั่นใจว่า ต่อให้ผมโดนสลับร่าง หรือจับเปลี่ยนหน้า

คนรอบข้างผมจะต้องรู้แน่นอน ว่านี่ไม่ใช่ตัวตนของผม

เพราะทุกสิ่งที่เค้าเหล่านั้นได้เคยสัมผัส

มันคือจิตวิญญาณที่อยู่ข้างใน ไม่ใช่เครื่องประดับที่อยู่ภายนอก

....

ปล ถ้าอ่านไม่รู้เรื่อง ขออภัยนะครับ เวลามีจำกัด แต่อยากเล่าสู่กันฟังครับ ^^