สสารที่เรียกว่า "ชีวิต"
posted on 27 Dec 2009 16:21 by davidzbaztardจริงๆ อยากจะมาจบประเด็น Branding Bangkok นะครับ
แต่ดันมีเรื่องเข้ามาแทรกซะก่อน
ผมเพิ่งได้รับข่าวการเสียชีวิตของเพื่อน 2 คนในเวลาห่างกันเพียง 48 ชม
คนแรกเป็นเพื่อนตอนเรียนมหาวิทยาลัย คนที่สองเป็นเพื่อนสมัย มัธยม
ผมไม่ได้สนิทกับทั้งสองคนมากนัก แต่การจากไปของทั้งคู่อย่างกระทันหัน ก็สร้าง Impact บางอย่างแก่ชีวิตผมเช่นกัน
....
เพื่อนผมทั้งสองคน ต่างเสียชีวิตด้วยสาเหตุจาก อุบัติเหตุทางรถยนต์
รายละเอียดลึกๆนั้น ผมไม่ทราบแน่ชัด
ที่ชัดๆคือ ทั้งคู่เสียชีวิตแล้วจริงๆ
เมื่อผมได้ทราบข่าวร้ายของคนทั้งคู่ ผมลองนึกย้อนมาดูตัวเอง เพราะผมก็เดินทางไปไหนมาไหน โดยรถยนต์เช่นกัน
มีหลายครั้งที่ "เฉียด" ไปเหมือนกัน ที่จะประสบอุบัติเหตุ แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง
เพื่อนผมทั้งสองโชคร้าย ที่ครั้งนี้ ไม่ได้แค่เฉียด
มัจจุราช ไม่ให้โอกาสเพื่อนผมแก้ตัวอีกครั้ง
ครั้นจะถาม มัจจุราชว่าทำไม บางคนถึงได้รับโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่อีกหลายคนกลับไม่ได้รับโอกาสที่มีค่าเยี่ยงนี้
ใช่ว่าคนที่รอดมาได้เป็นคนดีกว่าคนที่ไม่รอด
ใช่ว่าจะร่ำรวยกว่า ใช่ว่าจะมีประโยชน์ต่อโลกมากกว่า
เหมือนดัั่งว่า มัจจุราชจับฉลาก ใครจะได้ แจ็กพอตแห่งความตายนี้ไป
....
ผมคิดว่า เหตุการณ์แบบนี้ เกิดขึ้นในชีวิตใคร ก็ได้ครับ
ไม่มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ ว่าคนแบบไหน จะต้องไปกอ่นใคร
มีเพียง "แนวโน้ม" ว่าคนบางประเภทอาจจะไปก่อนคนบางประเภท
เพราะชีวิตนั้น เปราะบางและแสนสั้นนัก เมื่อเทียบกับสสารอื่นๆในโลกนี้
ต้นไม้อาจอยู่ได้เป็น ร้อยๆปี
อิฐ หิน ปูน ทราย ที่มนุษย์นำมาผสมปนเป สร้างเป็นตึกรามบ้านช่อง ก็อาจอยู่ได้เป็นร้อยๆปี
แต่ สสารที่เรียกว่า ชีวิตนั้น
บ้างก็อยู่ได้นาน บ้างก็ไม่ได้นาน แล้วแต่โชคชะตาฟ้าลิขิต
เพียงเสี้ยววินาที ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เคยวาดฝันไว้ ก็หยุดลง
แม้ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ไม่ว่าจะของเจ้าของชีวิต หรือของคนอื่นรอบข้างก็ตาม
อาจส่งผลกระทบต่ออีก หลายชีวิตที่เราอาจไม่รู้จัก และนึกไม่ถึง
....
แล้วเราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง?
สำหรับผู้ที่จากไปแล้ว คงไม่มีอะไรอีกที่ทำได้
คนที่ยังอยู่ ไม่ว่าผู้ที่สูญเสีย หรือ ผู่ที่ยังไม่สูญเสีย
คงมีทางเลือกเดียวคือ เดินหน้าต่อไป
ตราบใดที่เราต่างยังได้สิทธิ์ถือครอง สสารที่เรียกว่าชีวิต
เราคงต้องดูแลมันให้ดีต่อไป
พร้อมกันนั้น ผมอยากหนุนใจให้ผู้อ่านที่รักทุกท่าน ดูแลคนอื่นๆที่ยังถือครองสสารชนิดเดียวกับท่าน
ประหนึ่งว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต
เนื่องจาก พรุ่งนี้เป็นของพระเจ้า เราไม่รู้หรอกครับ ว่าเราจะได้ตื่นมาทำโน่นทำนี่อีกหรือเปล่า
จะได้ตื่นมา บอกรักพ่อแม่ เล่นกะสัตว์เลี้ยงแสนรัก (หรือกรี๊ดหน้าทีวี เวลาหลินปิงวิ่งไล่กัดพี่เลี้ยง) หรือทำตามความฝันของเรา
นอกจกนั้น อยากให้ท่านพึงตระหนักว่า การกระทำของท่านอาจส่งผลต่อชีวิตอื่นๆอีกด้วย
ก่อนลงมือทำไร ลองคิดถึงผลกระทบที่ตามมา และที่สำคัญ
ลองนึกถึงใจเค้าใจเราบ้างนะครับ
....
ผมคิิดว่า เพื่อนผมทั้งคู่ ก็ไม่ได้คาดคิดไว้เช่นกัน ว่า "พรุ่งนี้" ไม่มีอีกแล้วสำหรับพวกเค้า
บางครั้ง เราก็โกหก โดยไม่ตั้งใจ โดยใช้คำว่า "พรุ่งนี้"
ถ้ายังมีพรุ่งนี้...ทำให้ดีที่สุดนะครับ