พละ...ติ...นั่ม

posted on 26 Apr 2011 20:47 by davidzbaztard
ผมยอมรับว่าผมเป็นบุรุษที่เชยมากครับ
 
สาเหตุเพราะว่า ผมเป็นชายฉกรรจ์ผู้ไม่พิศมัย วิไลศักดิ์ การไปเยือนสถานที่ ที่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนเป็นจำนวนมาก
 
ที่ไหนดี ที่ไหนดัง ที่ไหนเด็ด ถ้ารู้ว่าคนเยอะ ไม่มีวันได้เห็นผมเดินคูลๆ ชิคๆ อย่างแน่นอน
 
....
 
กระนั้น ในบ่ายวันหนึ่ง ผมก็ต้องพาตัวเองและสิ่งมีชีวืตที่เรียกว่าแฟน ไปเยือนหนึ่งในสถานทีี่ที่มีคนเดินขวักไขว่มากที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย แปซิฟิค (จัดอันดับโดย บางชีเหล้าโพลล์) 
 
สถานที่นั้นคือ อาณาจักรเสื้อผ้าแฟชั่น PLATINUM MALL
 
ผมเข้าใจดี และคิดไปเองว่าท่านผู้อ่านคงเคยไปเยือนที่นี่กันแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเกริ่นให้มากในเรื่องรายละเอียดของสถานที่ ผมขอกล่าวสิ่งที่ผมเห็นและเตะตาต้องใจผมในเวลา 1 ชม ที่ผมเดินเต็ดเตร่ในนั้น
 
1. Platinum อ่านออกเสียงคล้ายๆประตูน้ำ ไม่รู้้ว่าเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า
2. ร้านเสื้อผ้าหลายร้านติดป้ายไว้ว่า "นำเข้า/Design จากเกาหลี" แต่ไม่ได้บอกว่า เกาหลีเหนือหรือใต้
3. Platinum ให้คำนิยามใหม่ของคำว่า "ค้าส่ง" และ "ค้าปลีก" เนื่องจากที่นั่น คุณสามารถซื้อสินค้าใน"จำนวน"ค้าปลีก (1 ชิ้น) ใน"ราคา"ค้าส่ง สรุปว่าตกลงอะไรค้าปลีกค้าส่ง
4. บางร้าน ห้ามลอง ห้ามเปลี่ยน ห้ามถ่ายรูป ก็เลยไม่เข้าว่า อนาคตจะห้ามขาย หรือ ห้ามต่อรองด้วยมั้ย เพราะบางร้านก็ไม่มีคนเลยจริงๆ
5. คนขายสินค้าสตรีบางร้าน หน้าตาหล่อมาว์กกกกกกกก
6. มีเสื้อผ้าขายเยอะมาว์ก จนคิดเอาเองว่า เมืิองไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านการขายเสื้อผ้ารึป่าว
 
ถ้ามีโอกาสได้ไปอีกในอนาคต จะลองหามุมแปลกๆ (ในสายตาของผม) มาเขียนอีกนะครับ
 
วันนี้ ราตรีสวัสดิ์ครับ

สงเอย สงกรานต์

posted on 14 Apr 2011 23:28 by davidzbaztard
ไม่ว่าโลก หรือประเทศไทย จะเป็นอย่างไร คนไทยเราก็ยังสนุกสุดเหวี่ยงไปกับเทศกาลสงกรานต์ได้ทุกครั้งไป
 
(ชาวต่างชาติเองก็สนุกไปกับเรานะครับ)
 
กระผมเองขอให้คุณผู้อ่านทุกท่าน ได้เย็นใจไปกับเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้
 
แล้วเราจะกลับมาตั้งใจทำงานเพื่อพัฒนาบ้านเมืองต่อไป
 
สนุกเพื่อชาติ !!!!!

สี่แยกวัดใจ

posted on 29 Mar 2011 21:38 by davidzbaztard
ณ สี่แยกหนึ่งใน กรุงเทพมหานครฯ
 
ระหว่างที่ยาจกเจ้าสำราญและสุลต่านตกอับ กำลังขับรถกลับบ้านไปด้วยกัน ทั้งสองต่าง "คาราโอเกะ" อย่างเมามันในรถระหว่างรอสัญญาณไฟ
 
สุลต่านอาสาเป็นมือกลอง ยาจกจึงอาสาเล่นเบสให้
 
ระหว่างที่ต่างคนต่างแหกปากกันอย่างบ้าคลั่ง จู่ๆ สุลต่านก็ร้องเสียงหลง ไม้ตีกลองจำลองจากอากาศ ก็สลายไปในพริบตา
 
มีเด็กสาวคนหนึ่ง ดูแล้วอายุอานามไม่น่าเกิน 13-14 ปี มายืนเกาะข้างกระจกรถของสุลต่าน
 
ก็เหมือนเด็กหนุ่มสาวอีกหลายๆคน ที่มาเดินเร่ขายช่อดอกไม้ หรือพวงมาลัย ซึ่งดูแล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นดอกอะไร หรือจะซื้อไปบูชาอะไร
 
โดยเฉพาะสุลต่านเอง ไม่ชอบเป็นอย่างยิ่ง ที่จะให้มีสสารชนิดใดที่ไม่ได้รับอนุญาติ มาสัมผัสผิวรถอันมันวาวของตน เมื่อเห็นเด็กสาวถือวิสาสะ และเหิมเกริมถึงขั้นนำตะกร้าที่เธอใส่ช่อดอกไม้มาสัมผัสกับผิวรถสุดรัก สุลต่านจึงโบกไม้โบกมือ และตะโกนโหวกเหวกอยู่ในรถ เพื่อให้เด็กสาวได้ตระหนักถึงประโยคขอร้องแกมคำสั่งที่ว่า
 
"ไปให้พ้น"
 
กระนั้นเด็กสาว ก็ยังไม่ยอมไปจากรถของสุลต่าน การประลองกำลังผ่านสายตา ท่าทาง และเสียงตะโกน จึงเกิดขึ้นกลางสี่แยก
 
ยาจกเมื่อเห็นเพื่อนซี้ "ออกงิ้ว" ถึงขนาดนั้น ก็ไม่เข้าใจว่า เหตุใดสุลต่านเพื่อนรักจึงไม่ยอมตัดรำคาญด้วยการซื้อดอกไม้มาซะ ราคาก็คงไม่น่าจะแพงเกินกำลังท่านสุลต่านผู้มากมีในอัฐ แต่อัตคัตในเรื่องความสุข
 
หลังจากผ่านไปสิบห้าวินาที (ที่ดูช่างยาวนานสำหรับคนทั้งสาม) เด็กสาวก็ถอยร่นไปตั้งหลักที่เกาะกลางถนน แล้วจึงเดินไปขายรถคันอื่นๆ
 
สุลต่านแอบมองกระจกมองข้าง แล้วจึงรู้สึกโล่งใจ ที่ไม่เห็นใครซื้อเช่นกัน
 
ยาจกหันไปมองเด็กสาว เห็นแววตาแห่งความผิดหวังปรากฏในดวงตา จึงเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ เนื่องด้วยนึกเป็นห่วงเด็กสาวผู้น่าสงสาร ดึกดื่นป่านนี้ยังต้องมาขายดอกไม้ ซ้ำร้ายอากาศก็หนาวแบบผิดวิสัย แล้วเมื่อไรจะได้กลับบ้านนอน
 
ระหว่างกาลแห่งห้วงความคิดของยาจก สุลต่านเอ่ยขึ้นว่า "นี่แน่ะ เจ้าเด็กสาวคนนี้ กล้้าดีอย่างไรมาสัมผัสรถของข้า"
 
ยาจกจึงตอบไปว่า "เอาน่า เล็กๆน้อยๆ รถเจ้าก็มิได้เป็นรอย จะไปถือสาหาความอะไรกับเด็ก แถมยังทำงานหาเงินเลี้ยงปากท้อง"
 
สุลต่านจึงสวนกลับไปว่า "เลี้ยงปากท้องอะไรกัน เจ้ารู้มั้ยว่าเด็กคนนี้อาจถูกพ่อแม่หรือคนใจยักษ์มาร บังคับให้มาขายดอกไม้ตามสี่แยกไฟแดงก็ได้ การที่ข้าไม่ซื้อ ก็เพราะเห็นว่า การซื้อของข้า จะยิ่งทำให้มีเด็กโดนบังคับมาทำแบบนี้มากขึ้น เจ้าคิดหรือ ว่าเด็กที่ไหนอยากมาขายดอกไม้กลางสี่แยกในเวลาแบบนี้"
 
ยาจกนิ่งไปพักนึง ก่อนจะพูดขึ้นบ้างว่า "ที่เจ้าพูดก็มีส่วนถูก แต่เจ้าไม่คิดหรือว่า กว่าที่การไม่สนับสนุนของเจ้าและคนอื่นๆจะเริ่มออกดอกผล ให้คนที่เจ้าว่ามันหยุดบังคับเด็กมาทำงาน เด็กเหล่านี้อาจต้องตกทุกข์ได้ยากกันอีกนานโข แต่เจ้าซื้อไปก่อนซักครั้ง อาจช่วยให้อีกชีวิตนึง อิ่มท้องไปอีกวัน"
 
สุลต่านได้ฟัง ก็เริ่มอารมณ์เสีย จึงพูดกลับไปว่า "แต่ถ้าไม่เริ่มต่อต้านวันนี้ แล้วเจ้าคิดว่ามันจะจบได้เมื่อไรละ ยังต้องมีอีกกี่ชีวิตที่โดนบังคับมาแบบนี้ อันที่จริง รัฐเอย ผู้บังคับใช้กฎหมายเอย ต้องเข้ามาจัดการต่อด้วยซ้ำ ที่ข้าทำ ถือว่าถูกต้องตามสิ่งที่ควรทำ ไม่ขาดไม่เกิน"
 
"แต่ข้าคิดว่า สิ่งมีชีวิตบนโลก ก็มีแค่วันๆเดียวคือวันนี้ อะไรที่ทำได้แล้วเกิดประโยชน์เร็วๆน่ะ ก็น่าจะทำไปก่อน ส่วนไอ้อนาคตที่เจ้าว่ามันจะจบน่ะ เราอาจจะไม่ได้อยู่เห็นมัน ให้เด็กมันอิ่มท้องไปก่อนซักมื้อ มันจะทำให้ปัญหาบานปลายขนาดที่เจ้าว่าเลยหรือ อีกอย่าง เงินแค่ 20-30 บาทน่ะ ถูกกว่าอะไรบ้าๆบอๆที่เจ้าซื้อหามาด้วยซ้ำ มันจะเป็นไรไปเชียว"
 
"ก็เพราะเจ้าเป็นคนคิดอะไรสั้นๆแบบนี้แหละ ถึงได้เป็นแค่ยาจกที่โกหกว่าตัวเองว่านั้นสำราญยิ่งนัก" สุลต่านตอบด้วยความรำคาญ
 
"ฮ่าๆๆ ก็เพราะเจ้าเป็นสุลต่านคิดไกลแบบนี้แหละ ถึงได้ตกอับในการหาความสุขใส่ตัว ระวังเถอะท่านสุลต่าน ตายไปแล้วจะมานั่งเสียดายที่คิดมากไปในทุกเรื่อง" ยาจกกล่าวปนเสียงหัวเราะ
 
สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว สุลต่านค่อยๆบรรจงเหยียบคันเร่ง ด้วยเกรงว่าจะเปลืองก๊าซหุงต้มที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง (สุลต่านสัญญาว่าจะเลือกพรรคใดก็ตาม ที่มีนโยบายอุดหนุนก๊าซหุงต้มในภาคขนส่ง)
 
ยาจกหันไปมองดูเด็กสาวคนนั้นอีกครั้ง ขณะรถกำลังเคลื่อนตัวออกจากสี่แยกไฟแดง หวังให้อย่างน้อย วันนี้เธอมีอาหารให้อิ่มท้อง มีที่พักให้อุ่นกายจากความหนาวระดับ 20 องศาเซลเซียสในฤดูร้อนที่แสนประหลาดครั้งนี้
 
เมื่อเห็นสุลต่านเริ่มตีกลองจำลองในอากาศอย่างออกรสชาติอีกครั้ง ยาจกเจ้าสำราญก็คิดในใจว่า
 
"ขอให้พรุ่งนี้....หุ้นตก"
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Favourites